10 ข้อแตกต่างระหว่าง ผู้ชนะ กับ ผู้แพ้

 

 

1.         ยอมรับผิด

ผู้ชนะ   :         เมื่อพบว่ามีข้อผิดพลาด จะกล่าวว่า ฉันทำผิดเอง

ผู้แพ้    :         เมื่อพบว่ามีข้อผิดพลาด จะพูดว่า ไม่ใช่ความผิดของฉัน

2.      วางแผนเป็น

ผู้ชนะ   :         จะทำงานหนักกว่าปกติ และมีเวลามากกว่าผู้แพ้

ผู้แพ้    :         จะทำงานแบบยุ่งทั้งวัน โดยไม่คิดว่างานไหนควรทำก่อนทำหลัง

3.      สู้และแก้ปัญหา

ผู้ชนะ   :         จะเผชิญหน้ากับปัญหา และลงมือแก้ไขปัญหานั้น

ผู้แพ้    :         จะทำในทางตรงกันข้าม คือ หลีกเลี่ยงปัญหา

4.      มีผลงาน

ผู้ชนะ   :         จะลงมือทำงานให้ปรากฎผลงานขึ้น

ผู้แพ้    :         จะให้แต่คำสัญญา คือ มีแต่ลมปาก แต่ไม่ลงมือทำ

5.      รู้จักถ่อมตน

ผู้ชนะ   :         จะกล่าวว่า ฉันทำได้ดี แต่ยังไม่ดีกับที่ต้องการ

ผู้แพ้    :         จะพูดว่า ยังมีคนอื่นอีกหลายคน ที่มีผลงานแย่กว่าตัวเอง

6.      รับฟัง

ผู้ชนะ   :         จะตั้งใจฟังและทำความเข้าใจ และสามารถตอบสนองได้

ผู้แพ้    :         จะรออย่างเดียว โดยไม่ฟัง ไม่ทำความเข้าใจสิ่งที่คนอื่นพูด

7.      ยอมรับคนอื่น

ผู้ชนะ   :         จะยอมรับนับถือคนที่มีความสามารถเหนือกว่า และจะเรียนรู้จากคนเหล่านั้น

ผู้แพ้    :         จะทำในทางตรงกันข้าม และจะพยายามหาข้อผิดพลาดของคนที่เหนือกว่าตนเอง

8.      มีความรับผิดชอบ

ผู้ชนะ   :         จะมีความรับผิดชอบ ไม่เพียงแต่งานที่ได้รับมอบหมาย

                   แต่จะช่วยคิดให้องค์กรประสบความสำเร็จ (ไม่ใช่ก้าวก่าย)

ผู้แพ้    :         จะไม่กล้าที่จะช่วยเหลือคนอื่น และมักจะพูดว่า ฉันไม่ว่างกำลังทำงานของฉันอยู่

9.      มีวิธีและวินัยทำงาน

ผู้ชนะ   :         ต้องมีวิธีที่จะทำให้ดีขึ้นได้เสมอ

ผู้แพ้    :         จะพูดว่า นี่คือหนทางเดียวที่ทำได้

10.  เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

ผู้ชนะ   :         จะแบ่งปันบทความนี้ไปยังเพื่อนของเขา

ผู้แพ้    :         จะเก็บบทความนี้เอาไว้ เพราะว่าเขาไม่มีเวลาที่จะแบ่งปันไปให้คนอื่น

                   หรือเป็นคนที่ไม่มีเพื่อนเลยแม้สักคนเดียว


 

ที่มา : มาโนช รัตนสัจธรรม
Manoch Rattanasatjatham

 

 

edit @ 20 Aug 2009 07:35:44 by 00pim00

  ให้รู้กันสักที ใคร...? ‘เพี้ยน’...!

เป็นโรคใกล้ตัวที่คนเป็นมักไม่ยอมรับ แต่คนรับมักไม่เป็น

เคยไหม? เวลาไม่พอใจอะไร มักทำเสียงดังตึงตัง เพื่อเรียกร้องความสนใจ พูดจากระทบกระแทกแดกดันคนใกล้ตัวเพื่อความสะใจ หรือแม้กระทั่งใช้เล็บข่วนกับคีย์บอร์ดให้เกิดเสียงดัง “แคร็ก แคร็ก” เหมือนอยากขย้ำศัตรูให้ตายต่อหน้า    

หากพบว่าเคยทำอาการบางอย่าง ลองสำรวจตัวเองหรือคนใกล้ตัวดูสิว่า เข้าข่าย “เพี้ยน” หรือไม่ ? 

ผศ.นพ.สเปญ อุ่นอนงค์ แพทย์ผู้รักษาอาการทางด้านจิตเวช โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เล่าให้ทีมเดลินิวส์ออนไลน์ ฟังว่า จิตเวช เป็นกลุ่มอาการของผู้ที่มีความเจ็บป่วยทางจิตและพฤติกรรม แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มเพี้ยน (โรคจิตหรือบ้า) และกลุ่มไม่เพี้ยน โดยผลสำรวจจากทั่วโลกพบว่า เพศหญิงมีความเสี่ยงมากถึง 10-20 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่เกิดจนตายต้องเคยเป็นโรคซึมเศร้าอย่างน้อย 1 ครั้ง ส่วนเพศชายพบน้อยกว่าคือมีเพียง 5-10 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจาก เพศชายจะมีความเปลี่ยนแปลงของระบบฮอร์โมนเพศน้อยกว่าเพศหญิง

มาดูกลุ่มแรกกันก่อน สำหรับผู้ที่เข้าข่ายเพี้ยน จะไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรจริง-ไม่จริง มีอาการหลงเชื่อผิด ๆ แก้ด้วยเหตุผลไม่ได้ (Delusion) เช่น เชื่อว่ามีจระเข้อยู่ในท้อง แต่เมื่อตรวจดูจนทราบผลว่าไม่มีก็ยังไม่ยอมรับ และมีอาการประสาทหลอน หูแว่ว (Hallucination) เช่น ได้ยินเสียงพูดของคนที่ตายไปแล้วขณะที่กำลังรู้สึกตัว หรือเห็นภาพหลอนใกล้ตัว

ส่วนกลุ่มไม่เพี้ยน การแยกแยะว่าสิ่งไหนจริง-ไม่จริง จะยังดีอยู่ แต่มีอารมณ์แปรปรวน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ไม่เพี้ยนแต่เป็นโรคซึมเศร้า ผู้ที่เข้าข่ายจะมีความรู้สึกเศร้า ไม่มีความสุข กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ชอบร้องไห้ อาการดังกล่าวจะเป็นอยู่นาน 6-12 เดือน เมื่อหายก็จะกลับเป็นปกติ และอีกกลุ่มเรียกว่า ไม่เพี้ยนแต่เป็นไบโพลาร์ (Bipolar) บางครั้งจะมีอาการเหมือนซึมเศร้า หรือมีอาการตรงข้ามกับซึมเศร้า คือ เฮฮา คึกคัก ก้าวร้าว สร้างความเดือดร้อน อารมณ์ทางเพศสูง มีอาการที่เข้าข่ายหรือทั้งหมดรวมกันนาน 3-6 เดือน แล้วจะหายเป็นปกติ

คุณหมอสเปญ ย้ำว่า กลุ่มไม่เพี้ยน จะมีอาการเพียงระยะเวลาหนึ่ง แต่หากมีอาการรุนแรง เรื้อรัง ก็อาจทำให้เกิดภาวะตัดสินใจบกพร่อง และพัฒนาจนเข้าขั้นเพี้ยนได้ 

นอกจากนี้ โรคเครียด ยังเป็นอีกโรคที่รวมอยู่ในกลุ่มไม่เพี้ยน ผู้ที่ขาดความมั่นใจ ไม่ชอบพึ่งพาตนเอง ไม่เข้มแข็ง ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ จัดว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจเป็นโรคเครียดได้ง่าย

เครียดหรือไม่เครียด รู้ได้อย่างไร มาสำรวจกัน แต่บอกไว้ก่อนว่าหากมีอาการเพียง 1 ใน 3 ถือว่าเข้าข่ายโรคเครียดแล้ว เริ่มจาก รู้สึกเป็นทุกข์ทรมาน, ไม่สามารถทำงานหรือเรียนหนังสือได้, สร้างพฤติกรรมที่อาจเกิดผลเสียตามมา เช่น เครียดจนทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น ใช้เงินเกินตัวจนเป็นหนี้ ถ้าอาการเหล่านี้ยังคงอยู่ คิดไม่ตก แก้ไม่หาย การปรึกษาจิตแพทย์เป็นทางออกที่ดี ก่อนที่โรคเครียดจะแปรเปลี่ยนเป็น “โรคซึมเศร้า” 

หากไม่อยากตกอยู่ในภาวะเครียด จนก่อให้เกิดอาการทางประสาท ทำได้ไม่ยากเพียงรู้ทัน “จิตใจ” ของตนเอง มองปัญหาให้ชัดเจนแล้วหาทางแก้ไข เพราะทุกปัญหามีทางออกเสมอ

 

ที่มา นสพ.เดลินิวส์